ศพไร้ญาติ เรื่องราวหลอน ๆ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

  • By admin
  • สิงหาคม 6, 2021
  • 0
  • 262 Views

ศพไร้ญาติ เรื่องราวหลอน ๆ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ศพไร้ญาติ เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคุณสอน ซึ่งคุณสอนได้เล่าให้ฟังว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ผมเป็นเด็กวัด ในตัวเมืองของฉะเชิงเทรา เป็นวัดใหญ่ อยู่วัดกับหลวงพี่หลวง ผมอยู่ที่กุฎิหลังศาลาการเปรียญ จะอยู่บริเวณเมรุเผาศพ ซึ่งข้างหน้าศาลาก็จะมีต้นไทรและแอ่งน้ำอยู่ และเป็นศาลาที่ไว้ศพ

ผมไปบิณฑบาตตอนเช้า มีพี่ผู้หญิงทำงานเป็นนักร้อง เขาชื่อยุพินเลิกงานมาเขาใส่บาตรทุกวัน ผมเห็นเขาตอนที่ไปบิณฑบาตเป็นปี อยู่มาเรื่อย ๆ ก็เห็นว่าพี่ยุพินมีแฟน และเห็นว่าแกท้อง ผมก็ใช้กิจวัตรประจำวันปกติเหมือนทุกวันไปจนกระทั่งพี่ยุพินท้องได้ 8 เดือน มีอยู่วันหนึ่งผมก็ไปบิณฑบาตปกติ ผมเห็นพี่ยุพินแต่งตัวสวยกว่าปกติใส่ชุดสีแดงทาปากสีแดง ผมก็ถามว่าจะไปไหนหรือเปล่าเนี่ยวันนี้สวยกว่าปกติ เขาก็เงียบไม่บอกไม่พูด ต่อมาประมาณ 18:00 น ผมได้ยินเสียงหวอวิ่งผ่านหน้าวัด จึงปั่นจักรยานไปดู สังเกตเห็นว่าที่บ้านพี่ยุพินคนเยอะมากมีทั้งตำรวจและกู้ภัย สิ่งที่ผมเห็นพี่ยุพินผูกคอตาย สภาพลิ้นจุกปาก ในสภาพชุดที่เห็นเมื่อเช้า ชาวบ้านก็พูดกันว่ามันคงอาฆาตมากเนาะ ดูสิแต่งชุดสีแดงทาปากสีแดงแล้วก็เขียนจดหมายอีก พี่ยุพินเขียนเอาไว้ที่หน้ากระจกว่า “กูกับลูกจะไม่ให้อภัยมึง มึงทำกับกูกับลูกไว้สาหัสมาก กูจะอาฆาตพยาบาทมึงทุกชาติไป”

21:00 น ศพก็มาถึงวัด สภาพที่เห็นคือกู้ภัยห่อมาด้วยผ้าสีขาว ผมก็ทำการแกะผ้าห่อศพ สิ่งที่ผมเห็นและทุกคนเห็นก็คือมีน้ำตาไหลออกมาจากศพตลอดเวลา ระหว่างที่รอเสนอสัปเหร่อ ผมก็ทำอะไรตามปกติ เขาเอาผ้าขาวคลุม เราก็จะมองเห็นว่ามีคนนอนแล้วก็เอาผ้าคลุมโปงแล้วก็ท้องป่อง ๆ แล้วเราก็จุดธูปจุดเทียน ตามพิธีปกติทั่วไป เป็นสิ่งที่ผิดปกติที่สุดคือตั้งแต่อยู่มาตั้งแต่เล็กจนโตมาในวัด 10 กว่าตัว ไม่เคยมีปรากฏการณ์มารอหน้าศาลา แบบนี้มาก่อน แล้วมันก็เห่า เมื่อสัปเหร่อยังไม่มาสักทีหลวงพี่ก็เลยจะมัดตราสังเองก็เลยเปิดผ้าคลุมออก จากนั้นสัปเหร่อก็มาพอดี สัปเหร่อก็พูดขึ้นมาว่ามันไม่ใช่กิจของสงฆ์นะ จะมัดได้ยังไงมันต้องมีการสะกดจิตเขาด้วย เดี๋ยววิญญาณไม่สงบ

หลวงพี่ลองก็พูดว่าก็ไม่เป็นไรนี่ผมมัดแบบนี้เขาก็ไม่ได้ดิ้นหนีผมไปไหน แล้วหลวงพี่ก็บอกว่าถ้าโยมอยากมัดใหม่โยมก็มาแก้เอาก็แล้วกัน สัปเหร่อแกก็เลยเอาโต๊ะหมู่บูชามาวางวางพานเงินพานทองมีดหมอของแกทำพิธีของแกไปแล้วก็นั่งพนมมือ ทำพิธีของแก สิ่งที่ทำให้ผมตกใจก็คือ พานของแกแล้วก็มีดหมอของแกมันกระเด็นไปชนกำแพง ถ้าวางไม่ดีก็คือมันตกแต่อันนี้เหมือนมีคนเขวี้ยง ต่อหน้าต่อตาทุก ๆคน ผมก็เลยวิ่งตามหลวงพี่ลองไป ไปนอนกัน ข้างหลังศาลาการเปรียญก็จะมีช่องเดินไป เป็นห้องเก็บของ ห้องครัวแล้วก็กุฏิที่ผมนอนกันหน้าต่างก็จะติดเมรุ ห่างกันประมาณ 50 เมตร ซึ่งเราก็จะเห็นว่าตอบถูกจัดการไว้เรียบร้อยเอาใส่โลงแล้ว เช้ามาเราก็เลยถาม สัปเหร่อว่ามีเหตุการณ์อะไรไหม เขาก็เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ หลังจากที่ผ่านกระจัดกระจาย สัปเหร่อก็บอกว่าผมมัดไม่ได้แล้ว ก็เลยให้พยาบาลทำการผ่าศพเด็กออกมาแล้วก็เย็บ

วัดถัดไป 15:00 น ผมก็เห็นรถยนต์คันเก่าๆขับมา ป้ายทะเบียนว่าสุรินทร์ปรากฏว่าเป็นพ่อกับแม่ของเขา แล้วก็จะมีญาติพี่น้องมาประมาณ 6-7 คนแล้วก็เด็กตัวเล็ก ๆ สองสามคน ผมก็ช่วยปูเสื่อ แล้วก็มีหลวงพี่มาช่วยคลุมม่าน จากนั้นก็มีคนร้องเสียง เฮ้ย สิ่งที่เห็นคือม่านที่จะให้พระนั่งเห็นเหมือนมีคนคลุมโปง เป็นรูปคนคลุมโปงอยู่หลังม่าน แล้วก็หายไป พอประมาณ 6 โมงกว่ามันก็เริ่มเข้าสู่ความมืดผมก็เตรียมกระโถนเตรียม อาสนะ เตรียมตาลปัตร ระหว่างที่ผมกำลังทำ ก็มีเด็กที่เป็นญาติเขายืนอยู่หน้ารูปศพ แล้วเด็กก็ยืนหัวเราะ พ่อแม่ของเด็กก็เดินมาแล้วก็ถามว่าหนูทำไรลูก เด็กก็บอกนะว่าน้ายุพินน่ะส่งยิ้มให้หนูแล้วก็โบกมือให้หนูด้วย แล้วก็ชี้ไปหลังโรงศพ แล้วก็บอกว่าน้ายุพินนั่งอยู่บนหลังโรง จากนั้นเมื่อทำพิธีเสร็จ มีเสียงร้องว้าย ในครัวแล้วก็มีเสียงของตก ทุกคนก็วิ่งไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นสิ่งที่เห็นก็คือเห็นแม่ครัวกำลังนอนหลายหลังอยู่ ข้าวต้มกระจาย เขาก็หลับตาแล้วก็ชี้ไปที่ห้องน้ำ เขาบอกว่าเขาเห็นคนท้องยืนอยู่ในห้องน้ำ มัคทายกเข้าไปเปิดดูปรากฏว่า ไม่มีอะไร แต่แม่ครัวก็ยืนยันว่าเขาเห็นจริง ๆ

เช้ามา ผมไปบิณฑบาตก็มีคนถามว่ามันเกิดเหตุการณ์นี้จริงไหม แล้วก็มีข่าวลืออีกว่าตอนที่มีคนเดินผ่านบ้านยุพินประตูที่เป็นบานพับสั่นอยู่ข้างใน กลางคืน สักพักผมก็เห็นมอเตอร์ไซค์มาประมาณ 4-5 คัน ประมาณ 10 คน และเห็นได้ว่าพี่พรแฟนพี่ยุพินมา แต่ไม่กล้าเข้ามาในวัด ทางพ่อกับแม่ก็ตะโกนด่า พี่พร ผู้ใหญ่บ้านก็เลยบอกว่าให้มันมาขอขมาเถอะ วิญญาณจะได้ไปแบบสงบ แถวบ้านเช่าเขาจะย้ายออกกันหมดแล้ว ถือว่าผมขอแล้วกัน ระหว่างที่เขากำลังเดินเข้ามาเพื่อขอขมาศพกับเมียใหม่เขา ลมก็มาจากไหนไม่รู้แรงมาก ลมแรงมากจนเขาเดินไม่ได้  แล้วก็วิ่งกลับไปที่ต้นไทร ผู้ใหญ่ก็เลยเดินไปคุยแล้วก็ให้พี่พรเดินมาคนเดียว เมื่อพี่พรเดินไปถึงศาลาถอดรองเท้าก้าวแรก เกิดไฟดับหม้อแปลงระเบิด ดับทั้งหมดดับทั้งวัด ติดอยู่ที่หน้ารูปศพที่เดียว ผู้ใหญ่บ้านเห็นอย่างนั้นก็เลยบอกว่าไม่ต้องขึ้นมาให้เอาธูปไปขอเขามาที่ต้นไทร เช้ามาก่อนไปบิณฑบาตผมก็เห็นว่าธูปประมาณ 10 ดอกที่เขาขอขมาถูกปักลงดินหมดเลย

เข้าสู่วันเผาศพ สมัยก่อนใช้ฟืนเผาเขาจะเผาตอน 15:30 น และรับกระดูกตอนเช้า พ่อกับแม่ก็ไปนอนบังกะโลรอเก็บกระดูกลูกตอนเช้า ผมก็นอนหลับ หลวงพี่ลองก็เอามือมาปิดปากผมแล้วก็ทำเสียงจุ๊ๆ อย่าพูด มึงฟังมึงฟังอย่าส่งเสียงดัง บรรยากาศมันเงียบมากเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น ผมก็ต้องไปฟังตรงหน้าต่าง พร้อมกับแก หลวงพี่ลองก็จับมือผมแล้วก็บอกว่าอย่าวิ่งสิ่งที่ผมได้ยินคือเสียงฮัมเพลง เสียงกล่อมลูกอยู่ห่างจากเมนไม่ถึง 50 เมตร เราก็เลยเลื่อนหน้าไปมองที่หน้าต่างสิ่งที่เห็นก็คือเป็นเมรุแล้วก็มีเงาของคนที่ยืนอยู่ตรงเมรุยืนหมุนซ้ายหมุนขวา ลักษณะเหมือคนอุ้มลูกแล้วก็เขย่า แล้วพูดว่าอย่าร้องนะเดี๋ยวรอพ่อมา หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่ไปนอนที่ศาลาการเปรียญอีกเลย เช้ามาพ่อกับแม่ก็มาเก็บกระดูกปกติไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน หลังจากนั้นผมกลับมาใช้ชีวิตปกติประมาณซักปีใหม่ผมก็เจอพี่พร เหมือนพี่พรเป็นคนไม่มีสติ เดิน พูดคนเดียว ถอดรองเท้า ผ่านไปอีกเดือนเริ่มหนักเสื้อผ้าเริ่มขาดเริ่มมอมแมมกลายเป็นคนบ้า เพราะว่าโดนเมียทิ้ง ตอนนี้เหมือนคนไม่เต็มบาทแล้ว พอหลังปีใหม่มาพี่พรก็เริ่มมาขอข้าววัดกิน ที่นอนที่กินของเขาคือต้นไทรตรงนั้น พอตอนเช้ามาผมกับพี่ลองไปบิณฑบาต ก็สังเกตเห็นว่าใช้เอาผ้าอะไรไปผูกตรงนั้น พอเดินเข้าไปใกล้ๆบาตรหล่นตกกะใจมากเพราะพี่พรผูกคอตายนั่นเอง มันทำให้ผมนึกถึงประโยคที่ผู้หญิงที่พูดตรงเมรุว่า “ไม่ต้องร้องนะลูกเดี๋ยวพ่อก็มา” ขึ้นมาในหัวทันที

 

 


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *